ค่าส่งจริงของพัสดุหนึ่งกล่องไม่ใช่ตัวเลขที่ขนส่งเรียกเก็บ วิธีบวกต้นทุนต่อกล่องให้ครบ ตั้งเรตตามโซนปลายทาง และหาจุดที่ส่งฟรีแล้วยังเหลือกำไรจริงในไทย
Sailo team6 นาทีในการอ่าน
คุณตั้งค่าส่ง 50 บาททั้งประเทศ เพราะเห็นร้านอื่นตั้งแบบนั้น เดือนแรกไม่รู้สึกอะไร เดือนที่สามออเดอร์จากภาคใต้เริ่มเยอะขึ้น แล้วกำไรก็หายไปทั้งที่ยอดขายไม่ได้ลดลงเลย
ค่าส่งจริงของพัสดุหนึ่งกล่องไม่ใช่ตัวเลขที่ขนส่งเรียกเก็บ มันคือกล่อง กันกระแทก เทป ป้าย ค่าขนส่ง ค่าบริการเก็บเงินปลายทางถ้าคุณรับปลายทาง และเวลาที่คุณเสียไปกับการแพ็ก ทางที่ใช้ได้คือบวกต้นทุนต่อกล่องของคุณเองให้ครบก่อน แล้วค่อยตั้งราคาจากตัวเลขนั้น ไม่ใช่ตั้งตามที่ร้านอื่นตั้ง เพราะกล่องของเขาไม่ใช่กล่องของคุณ
ตั้มขายต้นไม้ฟอกอากาศในกระถางอยู่ระยอง ต้นละ 180 บาท กล่องที่เขาใช้ขนาดประมาณ 30 คูณ 30 คูณ 40 เซนติเมตร เดือนพฤษภาคมเขาส่ง 62 กล่อง เดือนกรกฎาคมส่ง 71 กล่อง ยอดกล่องขึ้น 15% แต่เงินที่เหลือปลายเดือนน้อยลง ตัวเลขทั้งหมดในบทความนี้เป็นของตั้ม จากเรตที่เขาได้จริงกับขนส่งที่เขาใช้ในช่วงกลางปี 2026 เรตของคุณจะไม่เท่านี้ ให้เอากล่องจริงกับปลายทางจริงไปถามขนส่งเอง
ลองแยกกล่องหนึ่งกล่องออกเป็นบรรทัด แล้วดูว่าบรรทัดไหนคุณเคยลืมนับ
| บรรทัด | ของตั้ม ต่อหนึ่งกล่อง |
|---|---|
| ต้นไม้และกระถาง | 78 บาท |
| กล่องลูกฟูก ซื้อยกแพ็ก 100 ใบ | 14 บาท |
| กันกระแทก กระดาษยับและโฟมรอบกระถาง | 6 บาท |
| ถุงคลุมหน้าดินและยางรัด | 3 บาท |
| เทปและป้ายที่อยู่ | 3 บาท |
| ค่าขนส่งไปชลบุรี เรตที่ตั้มได้ | 55 บาท |
| ค่าบริการเก็บเงินปลายทาง เฉลี่ยที่ตั้มจดไว้เดือนกรกฎาคม | 12 บาท |
| เวลาแพ็ก 6 นาที | ไม่ได้คิดเป็นเงิน แต่คือ 7 ชั่วโมงต่อ 71 กล่อง |
ค่าวัสดุแพ็กรวมกันคือ 26 บาทต่อกล่อง ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่คนลืมบ่อยที่สุด เพราะมันไม่เคยปรากฏบนใบเสร็จของขนส่ง มันไปอยู่ในบิลร้านเครื่องเขียนเมื่อสามสัปดาห์ก่อนตอนที่คุณซื้อกล่องมาร้อยใบ
พอเอามาคิดเป็นกำไรต่อกล่อง ตั้มขาย 180 บวกค่าส่งที่เก็บลูกค้า 50 เท่ากับรับมา 230 บาท
กล่องเดียวกัน ของเหมือนกัน ราคาขายเท่ากัน แต่กล่องหนึ่งได้กำไร 71 อีกกล่องได้ 9
ค่าบริการเก็บเงินปลายทางคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดที่เก็บและมักมีขั้นต่ำ ตัวเลขต่างกันตามเจ้าและเปลี่ยนได้ ตัวเลข 12 บาทข้างบนคือค่าเฉลี่ยที่ตั้มจดจากบิลของตัวเองเดือนเดียว ไม่ใช่เรตมาตรฐานของใคร ผลกระทบของปลายทางที่มีมากกว่าค่าธรรมเนียม อยู่ในคู่มือเก็บเงินปลายทางสำหรับแม่ค้าออนไลน์
ถ้าคุณเคยงงว่าทำไมกล่องที่เบามากถึงคิดค่าส่งแพงเท่ากล่องหนัก คำตอบอยู่ตรงนี้
ขนส่งเอาความกว้าง คูณความยาว คูณความสูงของกล่อง แล้วหารด้วยตัวเลขตัวหนึ่งที่แต่ละเจ้ากำหนดเอง ได้ออกมาเป็นสิ่งที่เรียกว่าน้ำหนักปริมาตร จากนั้นเอาน้ำหนักปริมาตรไปเทียบกับน้ำหนักที่ชั่งได้จริง อันไหนมากกว่า เขาคิดเงินจากอันนั้น
เหตุผลก็ตรงไปตรงมา รถหนึ่งคันเต็มด้วยพื้นที่ก่อนจะเต็มด้วยน้ำหนัก กล่องหมอนใบเดียวกินที่เท่ากล่องหนังสือสิบเล่ม
กล่องของตั้มขนาด 30 คูณ 30 คูณ 40 คิดเป็นปริมาตร 36,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ต้นไม้กับกระถางดินชั่งได้ 1.2 กิโลกรัม แต่ตัวเลขที่ขนส่งใช้คิดเงินไม่ใช่ 1.2 เพราะกล่องขนาดนั้นแปลงเป็นน้ำหนักปริมาตรแล้วออกมามากกว่า ตัวหารที่ใช้ต่างกันไปในแต่ละเจ้า ให้ถามเจ้าที่คุณใช้ว่าเขาหารด้วยเท่าไหร่ แล้วเอาเลขนั้นมาคำนวณกล่องของคุณเองก่อนจะสั่งกล่องมาร้อยใบ
ตอนแรกตั้มใช้กล่อง 35 คูณ 35 คูณ 45 เพราะร้านกล่องมีขนาดนั้นพร้อมส่ง ต้นไม้อยู่ตรงกลาง รอบข้างเป็นกระดาษยับ เขาลดลงมาเหลือ 30 คูณ 30 คูณ 40 โดยเปลี่ยนวิธีวางกระถางให้ชิดมุมแทนที่จะอยู่กลางกล่อง ค่าส่งต่อกล่องลดลงประมาณ 12 ถึง 18 บาทแล้วแต่ปลายทาง คูณ 71 กล่องต่อเดือนก็เป็นเงินราวหนึ่งพันบาทต่อเดือนจากการเปลี่ยนกล่องอย่างเดียว
ก่อนสั่งกล่องล็อตใหญ่ ให้แพ็กของจริงหนึ่งกล่องด้วยกล่องสองขนาด แล้วเอาไปให้ขนส่งตีราคาทั้งคู่ ต่างกันเท่าไหร่คูณด้วยจำนวนกล่องต่อเดือน นั่นคือเงินที่คุณกำลังตัดสินใจ
ราคาค่าส่งในไทยขยับตามระยะและตามความหนาแน่นของเครือข่ายในพื้นที่นั้น รูปร่างของมันประมาณนี้
กรุงเทพและปริมณฑล อย่างนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ เป็นโซนที่ถูกที่สุดและถึงเร็วที่สุดเกือบทุกเจ้า เพราะรถวิ่งกันหนาแน่นอยู่แล้ว
หัวเมืองใหญ่ อย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา หาดใหญ่ ภูเก็ต ราคาขยับขึ้นแต่ยังอยู่ในเรตปกติ เพราะทุกเจ้ามีศูนย์กระจายของอยู่ในเมืองพวกนั้น
อำเภอเล็กที่ห่างจากตัวจังหวัด กับเกาะอย่างเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า และพื้นที่ในจังหวัดอย่างแม่ฮ่องสอน มักมีค่าบริการพื้นที่ห่างไกลบวกเพิ่มจากเรตปกติ และบางเจ้าไม่ได้ส่งถึงทุกตำบล
จุดที่ต้องระวังคือข้อสุดท้าย เรตถูกไม่มีประโยชน์ถ้าเจ้านั้นไม่ได้วิ่งเข้าไปถึงบ้านลูกค้า ลูกค้าที่ต้องขับรถ 20 กิโลเมตรไปรับของที่ศูนย์ในตัวอำเภอ คือลูกค้าที่ไม่สั่งซ้ำ
ตั้มเจอเรื่องนี้กับออเดอร์ไปอำเภอหนึ่งในกาญจนบุรี เจ้าที่เขาใช้ประจำส่งถึงแค่ตัวอำเภอ เขาเลยแยกไว้ว่าปลายทางกลุ่มนี้ใช้ไปรษณีย์ไทยแทน ช้ากว่าสองวัน แต่ถึงบ้าน
เรตเดียวทั้งประเทศไม่ได้ผิดเสมอไป มันแค่แปลว่ากล่องที่ส่งใกล้กำลังจ่ายแทนกล่องที่ส่งไกล และมันจะพังเงียบ ๆ เมื่อสัดส่วนลูกค้าของคุณเปลี่ยน
ตั้มเก็บค่าส่ง 50 บาททุกกล่อง นี่คือตัวเลขจริงสองเดือนของเขา
| พฤษภาคม | กรกฎาคม | |
|---|---|---|
| กล่องทั้งหมด | 62 | 71 |
| กล่องโซนใกล้ ค่าส่งจริงราว 55 | 44 | 32 |
| กล่องโซนไกล ค่าส่งจริงราว 105 | 18 | 39 |
| ค่าส่งที่จ่ายขนส่งจริง | 4,310 บาท | 5,855 บาท |
| ค่าส่งที่เก็บจากลูกค้า | 3,100 บาท | 3,550 บาท |
| ส่วนที่ตั้มจ่ายเอง | 1,210 บาท | 2,305 บาท |
ยอดกล่องเพิ่มขึ้น 9 กล่อง แต่เงินที่เขาควักเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เพราะโพสต์หนึ่งของเขาไปได้ดีในกลุ่มคนเลี้ยงต้นไม้ที่มีสมาชิกอยู่ทางใต้เยอะ สัดส่วนปลายทางเปลี่ยนโดยที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักอย่าง
เรตเดียวทั้งประเทศไม่ได้พังเพราะคุณคิดเลขผิด มันพังเพราะลูกค้าของคุณย้ายที่อยู่โดยไม่บอก
ทางแก้ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน สองหรือสามเรตพอ ตั้มเปลี่ยนเป็นโซนใกล้ 55 บาท โซนไกล 95 บาท และเขียนไว้ที่หน้าร้านตรง ๆ ว่าปลายทางบางพื้นที่มีค่าบริการเพิ่ม จะแจ้งก่อนยืนยันออเดอร์ ยอดสั่งจากทางใต้ลดลงบ้างในเดือนแรก แล้วกลับมาเท่าเดิมในเดือนที่สอง
ถ้าคุณยังไม่มีข้อมูลพอจะแบ่งโซน ให้เก็บปลายทางของทุกออเดอร์ไว้หนึ่งเดือนก่อน แล้วค่อยแบ่ง หนึ่งเดือนของข้อมูลจริงดีกว่าการเดาจากแผนที่
คุณแบ่งโซนไม่ได้ถ้าไม่มีข้อมูล และข้อมูลที่ต้องใช้มีแค่ห้าช่อง กรอกตอนแพ็ก ไม่ใช่ตอนสิ้นเดือน
| ช่อง | กรอกตอนไหน | ใช้ตอบคำถามอะไร |
|---|---|---|
| จังหวัดปลายทาง | ตอนพิมพ์ป้าย | สัดส่วนโซนของคุณกำลังเปลี่ยนไหม |
| ขนาดกล่องที่ใช้ | ตอนหยิบกล่อง | ควรมีกล่องกี่ขนาด |
| น้ำหนักหลังปิดเทป | ตอนชั่ง | คุณอยู่ขั้นน้ำหนักไหนจริง ๆ |
| ค่าส่งที่จ่ายจริง | ตอนได้ใบเสร็จ | ค่าส่งเฉลี่ยจริงต่อกล่อง |
| ค่าส่งที่เก็บลูกค้า | ตอนปิดออเดอร์ | คุณจ่ายแทนเดือนละเท่าไหร่ |
ห้าช่องนี้ใช้เวลากรอกไม่ถึงยี่สิบวินาทีต่อกล่อง สิ้นเดือนคุณจะได้ตัวเลขเดียวที่สำคัญที่สุด คือค่าส่งเฉลี่ยจริงต่อกล่องของร้านคุณเอง
ตั้มจดอยู่หกสัปดาห์ก่อนจะกล้าเปลี่ยนเรต ค่าเฉลี่ยที่ได้คือ 70 บาทต่อกล่องในเดือนพฤษภาคม และ 82 บาทในเดือนกรกฎาคม ทั้งที่ขนส่งไม่ได้ขึ้นราคาเลยสักบาท ตัวเลขคู่นั้นคือสิ่งที่ทำให้เขาเห็นว่าปัญหาอยู่ที่สัดส่วนปลายทางของตัวเอง ไม่ใช่ที่ขนส่ง
ถ้ายังไม่อยากทำสเปรดชีต ให้ถ่ายรูปใบเสร็จขนส่งทุกใบเก็บไว้ในอัลบั้มเดียวในมือถือ แล้วสิ้นเดือนค่อยนั่งบวก ช้ากว่า แต่ดีกว่าไม่มีตัวเลขอะไรเลย
ส่งฟรีไม่ได้แปลว่าไม่มีใครจ่ายค่าส่ง มันแปลว่าคุณจ่าย คำถามเดียวที่ต้องตอบคือ ยอดสั่งต้องขึ้นไปถึงเท่าไหร่คุณถึงจะยอมจ่ายแทน
ตั้มลองตั้งไว้ที่ซื้อสามต้นขึ้นไปส่งฟรี กล่องสามต้นต้องใช้กล่องใหญ่ขึ้นเป็น 40 คูณ 40 คูณ 40 ค่าวัสดุแพ็กขึ้นเป็น 38 บาท ค่าขนส่งไปนครศรีธรรมราชขยับเป็น 145 บาท
เทียบสองกรณีที่ปลายทางไกลเหมือนกัน
| 2 ต้น เก็บค่าส่ง 50 | 3 ต้น ส่งฟรี | |
|---|---|---|
| เงินที่รับมา | 410 บาท | 540 บาท |
| ต้นทุนต้นไม้ | 156 บาท | 234 บาท |
| วัสดุแพ็ก | 30 บาท | 38 บาท |
| ค่าขนส่งจริง | 105 บาท | 145 บาท |
| เหลือ | 119 บาท | 123 บาท |
ต่างกัน 4 บาท และตั้มเสียต้นไม้ไปจากสต็อกเพิ่มอีกหนึ่งต้น
นั่นคือขั้นต่ำที่ตั้งไว้ต่ำเกินไป มันย้ายลูกค้าที่เคยซื้อสองต้นมาซื้อสามต้นโดยที่คุณแทบไม่ได้อะไรเพิ่ม ขั้นต่ำที่ใช้ได้ต้องอยู่เหนือยอดที่ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้ออยู่แล้ว ไม่ใช่ตรงกับมันพอดี
วิธีหาตัวเลข เปิดออเดอร์ย้อนหลังหนึ่งเดือน เรียงตามยอด หาว่ายอดกลาง ๆ ของคุณอยู่ตรงไหน แล้วตั้งขั้นต่ำสูงกว่านั้นหนึ่งขั้น ตั้มย้ายไปที่สี่ต้น ซึ่งสูงกว่ายอดที่คนซื้อบ่อยที่สุดอยู่หนึ่งช่วง
ค่าส่งที่โผล่มาตอนท้ายสุดคือสาเหตุที่คนกดออก ไม่ใช่เพราะตัวเลขสูง แต่เพราะมันโผล่มาทีหลัง
เขียนค่าส่งไว้ที่เดียวกับราคาเสมอ ถ้าคุณมีสองเรต เขียนทั้งสองเรตพร้อมกัน และอย่าเขียนว่า "ค่าส่งตามจริง" เพราะลูกค้าอ่านประโยคนั้นแล้วแปลว่าไม่รู้ว่าเท่าไหร่ แล้วเขาก็จะทักมาถาม ซึ่งย้อนกลับไปที่ปัญหาเดิมคือทุกคนต้องทักก่อนถึงจะรู้ราคา
ตั้มเขียนไว้ใต้สินค้าทุกตัวแบบนี้
ค่าส่ง 55 บาท กรุงเทพ ปริมณฑล ภาคตะวันออก
ค่าส่ง 95 บาท จังหวัดอื่น
ซื้อครบ 4 ต้น ส่งฟรีทั่วประเทศ
บางพื้นที่ห่างไกลมีค่าบริการเพิ่ม จะแจ้งก่อนยืนยันออเดอร์
บรรทัดสุดท้ายคือบรรทัดที่ช่วยเขาไว้หลายครั้ง เพราะมันทำให้การบอกลูกค้าที่อยู่เกาะสมุยว่าต้องบวกเพิ่มอีกหน่อย กลายเป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การขึ้นราคากลางทาง
อีเมลฉบับเดียวเรื่องการตั้งราคา ภาพถ่าย การจัดส่ง และการรับเงิน ไม่มีโฆษณา ไม่มีน้ำ
พัสดุที่ลูกค้าไม่รับ ไม่ได้แปลว่าแค่ไม่ได้ยอด มันคือค่าส่งขาไปที่จ่ายไปแล้ว บวกขากลับ บวกวัสดุแพ็กที่ใช้ไปแล้ว บวกของที่กลับมาในสภาพที่อาจขายเต็มราคาไม่ได้อีก
กล่องที่ตีกลับจากนครศรีธรรมราชหนึ่งกล่องของตั้ม คิดแล้วเป็นแบบนี้ ค่าส่งขาไป 105 บาทที่จ่ายไปแล้ว วัสดุแพ็ก 26 บาทที่ใช้ไปแล้ว ต้นไม้ที่เดินทางไปกลับสิบวันแล้วใบเหลือง ขายต่อได้ 100 จากราคาเต็ม 180 ส่วนค่าส่งขากลับใครจ่าย ต่างกันไปตามเจ้าและตามประเภทบริการที่คุณใช้ ให้ถามตอนเปิดบัญชีกับขนส่ง ไม่ใช่ตอนที่ของมาจ่อหน้าบ้านแล้ว
รวมแล้วกล่องเดียวกินกำไรของกล่องที่ส่งสำเร็จไปประมาณสองถึงสามกล่อง
สิ่งที่ลดตัวเลขนี้ได้จริงไม่ใช่การหาขนส่งที่ถูกลง แต่คือการทักไปยืนยันกับลูกค้าก่อนกดส่ง โดยเฉพาะออเดอร์ที่เป็นปลายทาง
ที่ปริมาณระดับสิบถึงร้อยกล่องต่อเดือน ส่วนต่างราคาระหว่างเจ้าไม่ได้ใหญ่เท่าส่วนต่างของเวลาและของที่ถึงหรือไม่ถึง
| สถานการณ์ของคุณ | สิ่งที่ควรถามก่อนถามราคา |
|---|---|
| ส่งวันละสิบกล่องขึ้นไป ไม่มีเวลาออกจากบ้าน | เข้ารับถึงบ้านไหม รอบเข้ารับกี่โมง ขั้นต่ำกี่ชิ้น |
| ส่งวันละหนึ่งถึงสามกล่อง | จุดดรอปใกล้บ้านมีกี่จุด และปิดรับของกี่โมง |
| ลูกค้าอยู่อำเภอเล็ก เกาะ หรือพื้นที่ห่างไกล | ส่งถึงบ้านหรือถึงแค่ศูนย์ในตัวอำเภอ ไปรษณีย์ไทยมักครอบคลุมกว้างที่สุด |
| ของแตกง่ายหรือของมีชีวิต | เงื่อนไขรับประกันความเสียหาย และรายการของต้องห้าม |
| กล่องใหญ่ ยาว หรือทรงแปลก | ขนาดสูงสุดต่อกล่อง และตัวหารน้ำหนักปริมาตรของเจ้านั้น |
| รับเก็บเงินปลายทาง | รอบโอนเงินคืน และใครจ่ายขากลับเมื่อของตีกลับ |
Kerry หรือ KEX กับ Flash Express กับ J&T Express กับ Ninja Van กับ SPX แต่ละเจ้าเก่งคนละแบบในเรื่องความหนาแน่นของจุดดรอปและการเข้ารับถึงบ้าน ส่วนไปรษณีย์ไทยเป็นเจ้าที่เครือข่ายไปถึงพื้นที่เล็กและเกาะได้กว้างที่สุด ตรงนี้เทียบกันได้จากที่ตั้งของคุณเอง เปิดแผนที่ดูว่ารอบบ้านคุณมีจุดดรอปของเจ้าไหนบ้างและห่างกี่กิโลเมตร นั่นคือข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้จริงกว่าตารางราคา
เรื่องราคา อย่าเทียบจากโพสต์ในกลุ่ม เอากล่องจริงที่แพ็กเสร็จแล้วกับปลายทางจริงสามแห่งไปถามเจ้าละสามราคา แล้วจดวันที่ที่ถามไว้ด้วย เรตขยับได้และขยับตามปริมาณที่คุณส่งด้วย
ชั่งกล่องตอนที่ปิดเทปเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ชั่งของเปล่า ๆ เพราะกล่องกับกันกระแทกรวมกันมักเพิ่มอีกสองสามร้อยกรัม ซึ่งพอดีกับที่ทำให้ข้ามขั้นน้ำหนักไปอีกขั้น
ของตั้ม ต้นไม้กับกระถางชั่งได้ 1.2 กิโลกรัม แพ็กเสร็จชั่งได้ 1.55 กิโลกรัม เขาคิดต้นทุนจาก 1.2 อยู่สามเดือนก่อนจะรู้ว่าตัวเองคิดผิดทุกกล่อง
ตาชั่งดิจิทัลในครัวราคาไม่กี่ร้อยบาททำงานนี้ได้ ซื้อมาวางไว้ข้างโต๊ะแพ็ก แล้วจดน้ำหนักลงในชีทเดียวกับที่จดเลขพัสดุ
กล่องหลายขนาดฟังดูเหมือนประหยัด แต่มันแปลว่าคุณซื้อทีละน้อย ราคาต่อใบแพงขึ้น และตอนแพ็กคุณต้องเลือกทุกครั้ง ซึ่งกินเวลาและทำให้เลือกผิด
ตั้มลงตัวที่สองขนาด กล่องเดี่ยวกับกล่องสามต้น ซื้อครั้งละ 200 ใบ ราคาต่อใบลดจาก 19 บาทเหลือ 14 บาท และเวลาแพ็กต่อกล่องลดจาก 9 นาทีเหลือ 6 นาที เพราะไม่ต้องคิดอะไรอีก
ถ้าคุณส่งวันละสองสามกล่อง การวิ่งไปจุดดรอปทุกวันคือการเอาเวลาสี่สิบนาทีต่อวันไปแลกกับความเร็วที่ลูกค้าแทบไม่รู้สึกถึงความต่าง
ตั้มรวมรอบเป็นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ แล้วเขียนไว้ที่หน้าร้านตรง ๆ ว่าส่งสามรอบต่อสัปดาห์ เวลาที่ได้คืนราวสี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และคำถามว่า "ส่งวันไหนคะ" ที่เคยเข้ามาทุกวันก็หายไปเกือบหมด เพราะคำตอบอยู่บนหน้าร้านก่อนที่ลูกค้าจะทัก
ข้อแลกเปลี่ยนมีจริง ของสดทำแบบนี้ไม่ได้ และช่วงที่คนรีบอย่างก่อนเทศกาล คุณอาจต้องเพิ่มรอบชั่วคราวแล้วประกาศให้ชัดว่าเพิ่มถึงวันไหน
ของแตกหนึ่งชิ้นแพงกว่ากันกระแทกทั้งม้วน ตั้มเคยลดโฟมรอบกระถางออกเพื่อประหยัด 4 บาทต่อกล่อง เดือนนั้นกระถางแตกไปสามใบ ต้องส่งใหม่ทั้งสามออเดอร์ ค่าของบวกค่าส่งรอบสองรวมแล้วประมาณ 640 บาท เทียบกับที่ประหยัดได้ 284 บาทจาก 71 กล่อง
การเคลมกับขนส่งมีอยู่จริง แต่เงื่อนไข วงเงิน และระยะเวลายื่นเรื่องต่างกันไปในแต่ละเจ้า ให้ถามตอนเปิดบัญชีกับเขา ไม่ใช่ตอนของแตกแล้ว และถ่ายรูปกล่องตอนแพ็กเสร็จทุกกล่องที่ของมีมูลค่าสูง
ตอนลูกค้าสั่งชิ้นเดียว การคิดค่าส่งง่าย พอสั่งสามชิ้นมันเริ่มพัง เพราะสามชิ้นไม่ได้แปลว่าค่าส่งสามเท่า และก็ไม่ได้แปลว่าเท่าเดิมด้วย
ตั้มเจอปัญหานี้ตอนเดือนที่สอง เขาตั้งค่าส่งต่อชิ้น ลูกค้าสั่งสามต้นเลยโดนค่าส่งสามครั้ง ลูกค้าทักมาต่อว่า เขาก็ยอมลดให้เหลือครั้งเดียว แล้วเดือนนั้นเขาส่งกล่องสามต้นไปสิบเอ็ดกล่องโดยเก็บค่าส่งได้เท่ากล่องเดี่ยว ทั้งที่กล่องสามต้นหนักกว่าเกือบสามเท่าและใหญ่กว่าชัดเจน
วิธีที่เขาแก้คือตั้งค่าส่งเป็นสองขั้นตามกล่องที่ใช้จริง ไม่ใช่ตามจำนวนชิ้น
| จำนวนที่สั่ง | กล่องที่ใช้ | ค่าส่งที่เก็บ |
|---|---|---|
| 1 ถึง 2 ต้น | กล่องเดี่ยว | เรตกล่องเดี่ยว |
| 3 ถึง 6 ต้น | กล่องสามต้น หนึ่งใบหรือสองใบ | เรตกล่องใหญ่ ต่อหนึ่งใบ |
| มากกว่า 6 ต้น | ทักมาคุยก่อน | คิดตามจริง |
แถวสุดท้ายสำคัญ ของที่สั่งเยอะกว่าปกติมักเป็นออเดอร์ที่กำไรดีที่สุด และเป็นออเดอร์ที่คุณจะขาดทุนค่าส่งหนักที่สุดถ้าปล่อยให้ระบบคิดเอง ให้ดักไว้แล้วคุยเอง
ข้อควรระวังอีกอย่างคือขนาดกล่อง ไม่ใช่แค่น้ำหนัก ของเบาแต่ใหญ่หลายชิ้นรวมกันจะโดนคิดตามน้ำหนักปริมาตร แล้วคุณจะเจอบิลที่ไม่ตรงกับที่คิดไว้ในหัว ก่อนจะประกาศเรตรวมกล่อง ให้แพ็กกล่องรวมจริงหนึ่งใบแล้วเอาไปถามขนส่งก่อน
เจ้าที่เข้ารับถึงบ้านฟังดูสบายกว่าเสมอ แต่มันไม่ได้แปลว่าคุ้มกว่าเสมอ
ตั้มลองทั้งสองแบบเดือนละแบบ เดือนที่ไปดรอปเอง เขาขับรถออกไปวันเว้นวัน รอบละประมาณ 40 นาทีรวมเวลาเดินทางและต่อคิว เดือนนั้นส่ง 62 กล่อง ออกไป 15 รอบ รวมสิบชั่วโมง เดือนที่ให้เข้ารับ เขาเสียเวลาแค่รอคนขับที่หน้าบ้านวันละไม่กี่นาที แต่ต้องแพ็กให้เสร็จก่อนรอบรับทุกวัน ซึ่งบังคับให้เขาแพ็กเป็นเวลา
สิ่งที่เขาสรุปได้หลังสองเดือนคือ ถ้าวันไหนมีของต่ำกว่าห้ากล่อง การไปดรอปเองไม่คุ้มเวลา แต่ถ้าคุณอยู่ใกล้จุดดรอปมากจนแวะระหว่างทางไปทำอย่างอื่นได้ ตัวเลขนี้จะเปลี่ยนไปเลย
| สถานการณ์ของคุณ | สิ่งที่ควรเลือก |
|---|---|
| ส่งวันละไม่กี่กล่อง และมีจุดดรอปในระยะเดินหรือระหว่างทางประจำ | ไปดรอปเอง |
| ส่งวันละสิบกล่องขึ้นไป และแพ็กเสร็จเป็นเวลาได้ | ให้เข้ารับถึงบ้าน |
| ของหนักหรือใหญ่จนยกขึ้นรถลำบาก | ให้เข้ารับ แม้จะส่งไม่เยอะ |
| ปลายทางเป็นอำเภอเล็กหรือเกาะบ่อย | เลือกจากความครอบคลุมก่อน แล้วค่อยดูวิธีรับของ |
เงื่อนไขการเข้ารับ เช่นจำนวนขั้นต่ำต่อรอบและพื้นที่ที่ให้บริการ ต่างกันไปตามเจ้าและตามพื้นที่ ให้ถามเจ้าที่คุณจะใช้โดยบอกที่อยู่จริงของคุณ ไม่ใช่อ่านจากที่คนอื่นโพสต์
รอบสงกรานต์ ปีใหม่ และตรุษจีน ปริมาณพัสดุทั้งประเทศพุ่งขึ้นพร้อมกันในขณะที่คนขับหยุดกลับบ้าน ผลคือทุกเจ้าช้าลง ไม่ใช่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง
สิ่งที่ควรทำมีสามอย่าง ประกาศวันปิดรับออเดอร์ล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ บอกกรอบเวลาที่ช้าที่สุดแทนที่จะบอกกรอบปกติ และหยุดรับของที่เสียง่ายในช่วงนั้นไปเลย
ลูกค้าที่รู้ล่วงหน้าว่าจะช้าแล้วยอมสั่ง ไม่ใช่ปัญหา ลูกค้าที่เป็นปัญหาคือคนที่คุณบอกว่าสองวันแล้วของไปถึงวันที่หก เรื่องกรอบเวลาที่ควรสัญญากับลูกค้าไทยตามเส้นทาง อยู่ในสิ่งที่ลูกค้าไทยคาดหวังจากร้านออนไลน์
บรรทัดค่าส่งที่ลูกค้าเห็นในยอดรวม เป็นเงินที่คุณต้องไปเก็บเองด้วยมือ
ช่องทางที่ Sailo รองรับมีแปดแบบ คือบัตร WhatsApp Telegram Instagram อีเมล โทรศัพท์ โอนเงินธนาคาร และเก็บเงินปลายทาง ไม่มีไลน์ ไม่มีพร้อมเพย์เป็นช่องทางในระบบ เลขพร้อมเพย์ของคุณไปอยู่ในช่องคำแนะนำของช่องทางโอนเงิน แล้วคุณเป็นคนเปิดแอปธนาคารเช็คเองว่าเงินเข้าครบทั้งค่าของและค่าส่งหรือยัง
ค่าธรรมเนียมของ Sailo มีที่เดียวคือช่องทางบัตร คิด 1–3% ของค่าสินค้าหลังหักส่วนลด ไม่รวมค่าส่งและภาษี แปลว่าบรรทัดค่าส่งไม่เคยโดน 1–3% นั้นเลย ส่วนออเดอร์ที่มาทางโอนหรือปลายทาง Sailo ไม่เก็บอะไรทั้งสิ้น เพราะไม่ได้แตะเงินก้อนนั้น ปุ่มบัตรใช้ได้ทุกแผน หรือ 468 ดอลลาร์ต่อปี และต้องมีบัญชี Stripe ที่ผ่านการอนุมัติ
ข้อจำกัดที่ต้องพูดตรง ๆ เราเปิดดูรายชื่อประเทศที่ Stripe รองรับที่ stripe.com/global เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026 แล้วไม่พบประเทศไทยในรายชื่อนั้น แปลว่าปุ่มบัตรอาจใช้ไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะจ่ายค่าแผนหรือไม่ก็ตาม ในทางปฏิบัติสำหรับคนขายในไทยตอนนี้ ยอดรวมทั้งก้อนรวมบรรทัดค่าส่ง คือเงินที่คุณเก็บเองผ่านช่องทางแมนนวล และคุณเป็นคนยืนยันเองว่ามันเข้ามาแล้ว ไม่มีระบบไหนบอกคุณ รายชื่อประเทศเปลี่ยนได้ ให้เปิด stripe.com/global เช็คเองก่อนจ่ายค่าแผนใด ๆ
แผนฟรีลงสินค้าได้ 10 ชิ้น ซึ่งพอสำหรับคนที่ยังหาโซนค่าส่งของตัวเองอยู่ ถ้าคุณยังไม่ได้วางหน้าร้านกับช่องทางรับออเดอร์ให้ต่อกัน เริ่มที่วิธีขายของออนไลน์ในไทยโดยไม่ต้องมีเว็บไซต์ ก่อน และถ้ายังไม่มีออเดอร์พอจะแบ่งโซน อ่านออเดอร์แรก ๆ ในไทยมาจากไหน
แพ็กของที่ขายดีที่สุดของคุณหนึ่งกล่องให้เสร็จจริง ปิดเทป ติดป้าย แล้วชั่ง จดน้ำหนักกับขนาดกล่องไว้
พรุ่งนี้เอากล่องนั้นไปที่จุดดรอปสองเจ้าที่ใกล้บ้านที่สุด ขอราคาไปสามปลายทาง คือในจังหวัดคุณเอง หัวเมืองใหญ่สักแห่ง และอำเภอเล็กที่ลูกค้าคุณเคยสั่ง จดวันที่ไว้ด้วย
แล้วเปิดออเดอร์ย้อนหลังหนึ่งเดือน นับว่ากี่กล่องไปโซนไกล ถ้าเกินหนึ่งในสามและคุณยังเก็บเรตเดียว คุณกำลังจ่ายค่าส่งแทนลูกค้าอยู่ทุกวันโดยที่ยอดขายบอกคุณว่ากำลังไปได้ดี
เขียนโดย
Sailo team
ลิงก์เดียว ร้านทั้งร้านของคุณ
อีเมลฉบับเดียวเรื่องการตั้งราคา ภาพถ่าย การจัดส่ง และการรับเงิน ไม่มีโฆษณา ไม่มีน้ำ
Sailo แค่เพิ่มประตูหน้าร้านให้ — เพื่อให้คนดูสินค้า เปรียบเทียบ และเห็นราคาได้ก่อนจะทักหาคุณ
รับลิงก์ของคุณฟรีในช่วงเบต้า · ไม่ต้องใช้บัตร