ปลายทางทำให้คนที่ไม่เคยเจอคุณกล้ากดสั่ง ราคาของมันคือเงินที่คุณต้องออกไปก่อนทุกกล่อง กับกล่องที่ตีกลับ และงานกระทบยอดตอนเงินเข้าที่ไม่มีใครทำแทนคุณ
Sailo team5 นาทีในการอ่าน
"เก็บปลายทางได้ไหมคะ"
ถ้าคุณขายของออนไลน์ในไทย คุณเจอประโยคนี้ทุกวัน บางวันเจอสี่สิบรอบ
ตอบสั้น ๆ ก่อน ให้ได้ และควรให้ด้วย ถ้าของคุณราคาไม่สูงมาก ไม่ใช่ของสั่งทำ และไม่ใช่ของที่เน่าเสียได้ เพราะปลายทางคือสิ่งเดียวที่ทำให้คนที่ไม่เคยเจอคุณมาก่อนกล้ากดสั่งตั้งแต่ครั้งแรก แต่ราคาของมันไม่ได้อยู่ที่ค่าบริการที่ขนส่งหักไป ราคาจริงอยู่ที่เงินที่คุณต้องควักออกไปก่อนทุกกล่อง กับกล่องที่เดินทางไปกลับสองขาแล้วคุณไม่ได้อะไรเลย
ปุ๊กขายเคสมือถือกับฟิล์มกระจกอยู่ที่นครราชสีมา ชุดละ 259 บาท ส่งฟรี เดือนมิถุนายนเธอส่งออกไป 180 กล่อง เป็นปลายทาง 140 กล่อง โอนมาก่อน 40 กล่อง ในเดือนนั้นมี 9 กล่องที่ตีกลับ ตัวเลขนี้เป็นของเธอเดือนนั้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของใคร แต่ 9 กล่องนั้นกินกำไรของเธอไป 900 บาท ซึ่งเท่ากับกำไรจากออเดอร์ที่ส่งสำเร็จหกกล่อง
ในหลายประเทศ ปลายทางคือทางเลือกสุดท้ายสำหรับคนที่ไม่มีบัตร ในไทยมันไม่ใช่แบบนั้น มันคือสิ่งที่ลูกค้าถามก่อน ก่อนจะถามค่าส่งด้วยซ้ำ
เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ลูกค้าไม่มีแอปธนาคาร คนส่วนใหญ่มี และโอนกันคล่องมาก เหตุผลอยู่ที่ความเสี่ยง ลูกค้าที่เพิ่งเจอร้านคุณในกลุ่มซื้อขายของจังหวัดเมื่อสิบนาทีก่อน กำลังถูกขอให้โอนเงินให้คนแปลกหน้าโดยไม่มีอะไรค้ำ ปลายทางย้ายความเสี่ยงนั้นมาไว้ที่คุณ
นั่นคือสิ่งที่คุณซื้อด้วยเงินที่ควักออกไปก่อน คุณกำลังซื้อคำว่า "ได้" จากคนที่ไม่รู้จักคุณ
ถ้าคุณเปิดร้านมาสองเดือน ไม่มีรีวิว ไม่มีคนแท็ก ไม่มีอะไรให้ลูกค้ายึด การไม่ให้ปลายทางคือการบอกลูกค้าใหม่ทุกคนว่าให้ไปซื้อที่อื่น พอร้านเริ่มมีลูกค้าประจำ สัดส่วนจะขยับเอง ปุ๊กเริ่มจากปลายทาง 100 เปอร์เซ็นต์ในเดือนแรก ตอนนี้ปลายทางเหลือประมาณสามในสี่ เพราะลูกค้าเก่าโอนมาเองโดยไม่ต้องถาม บางคนโอนมาก่อนแล้วค่อยบอกว่าเอาอะไร
เรื่องที่ลูกค้าใช้ตัดสินว่าร้านไหนน่าเชื่อ ไม่ได้มีแค่ปลายทางอย่างเดียว มีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่เขาดูโดยไม่บอกคุณ อยู่ในสิ่งที่ลูกค้าไทยคาดหวังจากร้านออนไลน์
ลำดับจริงเป็นแบบนี้ คุณแพ็กของ จ่ายค่าส่งขาไป ระบุยอดที่ต้องเก็บลงในระบบขนส่ง ขนส่งไปส่ง คนส่งเก็บเงินสดที่หน้าประตู แล้วขนส่งค่อยโอนเงินก้อนนั้นกลับมาเข้าบัญชีคุณทีหลัง หักค่าบริการเก็บเงินปลายทางออก
จุดที่คนพลาดคือคิดว่ามันเป็นเงินสดที่ได้ทันที มันไม่ใช่ มันคือเครดิตที่คุณให้ขนส่งไปก่อน แล้วรอรอบโอน
ค่าบริการเก็บเงินปลายทางคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดที่เก็บได้ และมักมีขั้นต่ำต่อกล่อง ตัวเลขต่างกันตามเจ้าและตามปริมาณที่คุณส่งต่อเดือน เจ้าที่ให้เรตดีตอนคุณส่งวันละสามกล่อง กับตอนคุณส่งวันละสามสิบกล่อง เป็นคนละเรตกัน ให้ถามเรตล่าสุดจากขนส่งที่คุณใช้อยู่ อย่าเอาตัวเลขจากโพสต์ในกลุ่มเมื่อปีที่แล้วมาคิดต้นทุน
สิ่งที่ต้องถามเพิ่ม และคนส่วนใหญ่ลืมถาม คือรอบโอนนับจากวันไหน
รอบโอนไม่ได้นับจากวันที่คุณเอากล่องไปดรอป มันนับจากวันที่ขนส่งปิดสถานะว่าส่งสำเร็จ ถ้าลูกค้าไม่รับสายรอบแรกแล้วนัดส่งใหม่อีกสองรอบ กล่องนั้นปิดงานช้าไปสามวัน เงินก้อนนั้นก็เลื่อนตามไปด้วย แปลว่ากล่องที่คุณส่งวันจันทร์กับกล่องที่ส่งวันอังคาร อาจได้เงินคนละสัปดาห์
ทุกกล่องปลายทางที่ออกจากบ้านคุณ คุณจ่ายไปแล้วสามอย่าง ค่าของ ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าส่งขาไป
ต้นทุนต่อชุดของปุ๊ก ตัวเลขนี้เป็นของเธอ เรตของคุณจะไม่เท่านี้
| รายการ | บาท |
|---|---|
| เคส ราคาส่งจากที่เธอรับมา | 45 |
| ฟิล์มกระจก | 22 |
| ซองกันกระแทกกับเทป | 8 |
| ค่าส่งขาไปตามเรตที่เธอได้ | 35 |
| รวมที่ออกไปก่อนต่อกล่อง | 110 |
| ราคาขาย | 259 |
| กำไรต่อกล่องถ้าส่งสำเร็จ | 149 |
140 กล่องปลายทางต่อเดือน คูณ 110 บาท เท่ากับ 15,400 บาทที่ปุ๊กหมุนออกไปก่อนทุกเดือน และเงินก้อนนั้นไม่ได้กลับมาพร้อมกันเป็นก้อนเดียว มันทยอยกลับมาตามรอบโอน
ตรงนี้คือจุดที่ร้านที่กำลังโตเจ็บที่สุด เดือนที่ปุ๊กโตจาก 90 กล่องเป็น 180 กล่อง เงินที่ต้องออกไปก่อนโตจาก 9,900 เป็น 19,800 บาทในเดือนเดียว ทั้งที่กำไรจากรอบก่อนยังไม่เข้าครบ ยอดขายขึ้นเป็นเท่าตัว แต่เงินในกระเป๋าน้อยลง คนที่เจอครั้งแรกมักคิดว่าตัวเองคิดต้นทุนผิด ที่จริงคือคิดถูก แต่ลืมนับว่าต้องหมุนเท่าไหร่
พัสดุที่ไม่มีคนรับไม่ได้หายไปเฉย ๆ มันเดินทางกลับมาหาคุณ และคุณเป็นคนจ่ายค่าเดินทางขากลับนั้นเกือบทุกกรณี
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามลำดับ คนส่งโทรหาลูกค้า ไม่รับสาย โทรอีกรอบ ไม่รับอีก ขนส่งพยายามส่งซ้ำตามจำนวนรอบที่กำหนดไว้ ครบแล้วยังไม่ได้ พัสดุถูกตีกลับต้นทาง แล้วคุณได้กล่องคืนพร้อมค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใครออกให้
เงื่อนไขค่าส่งขากลับต่างกันตามเจ้า บางที่คิดเต็มเรตเหมือนขาไป บางที่คิดลด ให้ถามให้ชัดตั้งแต่วันแรกที่เปิดบัญชีกับขนส่ง ไม่ใช่วันที่กล่องแรกตีกลับ
คิดเป็นเงินของปุ๊ก กล่องที่ตีกลับหนึ่งกล่องหายไปแบบนี้
| รายการ | บาท | ได้คืนไหม |
|---|---|---|
| ค่าส่งขาไป | 35 | ไม่ได้ |
| ค่าส่งขากลับ | 35 | ไม่ได้ |
| ซองกันกระแทกกับเทป | 8 | ใช้ซ้ำไม่ได้ |
| ฟิล์มกระจกที่ตัดตามรุ่นมือถือลูกค้า | 22 | รุ่นแปลกก็ค้างสต็อกยาว |
| เคส | 45 | ได้คืน ขายใหม่ได้ถ้าสภาพดี |
| เงินสดที่หายจริงต่อกล่อง | 100 |
กำไรต่อกล่องที่ส่งสำเร็จคือ 149 บาท กล่องที่ตีกลับหนึ่งกล่องจึงกินกำไรของกล่องที่สำเร็จไปสองในสาม เดือนมิถุนายนปุ๊กตีกลับ 9 กล่อง เท่ากับ 900 บาท และเวลาอีกประมาณสามชั่วโมงที่ใช้ไปกับการตามเรื่อง เปิดกล่อง ตรวจของ แล้วเอาเข้าสต็อกใหม่
เวลาที่หายไปมักแพงกว่าเงินที่หายไป แต่ไม่มีใครลงบัญชีมัน
แยกให้ออก เพราะแต่ละแบบแก้คนละวิธี
สามข้อแรกแก้ได้ด้วยข้อความเดียวที่ส่งถูกเวลา ข้อสี่แก้ได้ด้วยการบอกกรอบเวลาส่งให้ตรงตั้งแต่ต้น วิธีคิดกรอบเวลาที่รับปากได้จริงอยู่ในการคิดค่าส่งและกรอบเวลาให้ไม่กินกำไร
ในไทย เฟซบุ๊กคือที่ที่คนเจอร้านคุณ ส่วนไลน์คือที่ที่ดีลจบจริง แปลว่าเครื่องมือคัดลูกค้าของคุณอยู่ในไลน์ ไม่ได้อยู่ในระบบไหนทั้งนั้น
ยืนยันในแชทก่อนแพ็ก ไม่ใช่ถามว่า "ยืนยันไหมคะ" ซึ่งลูกค้าตอบ "ค่ะ" ลอย ๆ ได้ ให้ส่งสรุปกลับไปเป็นก้อนเดียว ของอะไร รุ่นอะไร ยอดที่ต้องเตรียมเท่าไหร่ ส่งวันไหน แล้วขอให้ตอบกลับมาว่าโอเค
ประโยคที่ลดตีกลับได้มากที่สุดคือ "เตรียมเงิน 259 บาทไว้นะคะ ของถึงวันพฤหัสฯ" เพราะมันบอกทั้งจำนวนและวัน ลูกค้าที่ไม่มีเงินวันนั้นจะบอกคุณเองตอนนี้ ไม่ใช่ตอนคนส่งยืนอยู่หน้าบ้าน
ส่งเลขพัสดุพร้อมวันที่คาดว่าถึง ไม่ใช่ส่งเลขเปล่า เลขพัสดุเปล่าไม่มีความหมายกับลูกค้าที่ไม่เคยกดเช็ค
โทรก่อนส่งสำหรับยอดสูง ปุ๊กใช้เกณฑ์ที่ 800 บาท เกินนั้นเธอโทรเอง หนึ่งสายใช้เวลาสี่สิบวินาที ถูกกว่าค่าส่งสองขาเยอะ
มัดจำสำหรับของสั่งทำ ถ้าของสกรีนชื่อลูกค้า ตัดตามไซซ์ หรือทำตามรูปที่ส่งมา อย่าให้ปลายทางเต็มจำนวน เพราะของที่ตีกลับมาขายต่อไม่ได้เลย ขอมัดจำเท่าต้นทุนของอย่างน้อย แล้วเก็บส่วนที่เหลือปลายทาง วิธีรับมัดจำแล้วอ่านสลิปให้เป็นอยู่ในการรับเงินโอนและอ่านสลิปให้เป็น
เก็บรายชื่อเบอร์ที่เคยตีกลับ ไฟล์เดียว สองคอลัมน์ เบอร์กับวันที่ พอมีออเดอร์ใหม่เข้ามาก็ค้นเบอร์นั้นก่อนแพ็ก ถ้าเจอ ให้เสนอโอนอย่างเดียว โดยพูดแบบไม่กล่าวหา เช่น "รอบนี้ขอเป็นโอนก่อนนะคะ ของชุดนี้เหลือน้อย เลยกันของไว้ให้คนที่ยืนยันแล้วค่ะ"
อีเมลฉบับเดียวเรื่องการตั้งราคา ภาพถ่าย การจัดส่ง และการรับเงิน ไม่มีโฆษณา ไม่มีน้ำ
"ขอเปิดดูก่อนได้ไหม" ลูกค้าจำนวนไม่น้อยอยากแกะกล่องดูของก่อนจ่ายเงิน เงื่อนไขข้อนี้ต่างกันตามขนส่งและตามบริการที่คุณเลือกตอนเปิดบิล บางแบบให้เปิดดูได้ บางแบบไม่ให้ ให้ถามขนส่งที่คุณใช้ว่าบริการที่คุณส่งอยู่ตอนนี้เป็นแบบไหน แล้วเขียนให้ตรงกันไว้ในหน้าร้านและในแชท เพราะสิ่งที่ทำให้ลูกค้าโมโหจริง ๆ ไม่ใช่การไม่ให้เปิด แต่คือการที่คุณบอกไว้อย่างหนึ่งแล้วคนส่งบอกอีกอย่าง
คนอื่นในบ้านเป็นคนรับแทน แม่รับแทน ยามหมู่บ้านรับแทน พี่ที่ร้านข้างล่างรับแทน แล้วออกเงินไปก่อน กรณีนี้จบสวยเกือบทุกครั้ง แต่ให้เขียนชื่อผู้รับกับเบอร์ให้ถูกคนตั้งแต่ต้น ถ้าลูกค้าให้ที่อยู่คอนโดหรือหอพัก ให้ถามเพิ่มว่าฝากไว้กับนิติได้ไหม และถ้าฝากได้ ให้ระบุลงในหมายเหตุการจัดส่ง
ลูกค้าจ่ายไม่ครบ เกิดตอนลูกค้าเตรียมเงินตามยอดที่จำได้ ไม่ใช่ยอดจริง กล่องที่ยอด 518 บาทแต่ลูกค้าเตรียม 500 คนส่งจะโทรกลับมาถามคุณ ตอบให้เร็ว เพราะคนส่งมีอีกสี่สิบกล่องรออยู่ท้ายรถ ถ้าคุณไม่รับสาย กล่องนั้นมีโอกาสกลายเป็นกล่องตีกลับทันที
เกิดบ่อยกว่าที่คิด และหลายครั้งเขาไม่ได้ตั้งใจเบี้ยว เขาแค่ลืม หรือวันนั้นเงินไม่พอจริง ๆ
ทางที่ได้ทั้งลูกค้าและได้เงินคือรับออเดอร์ แต่เปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องเก่า เสนอโอนก่อนอย่างเดียว หรือถ้าเป็นลูกค้าที่คุณอยากรักษาไว้ ให้เก็บมัดจำเท่าค่าส่งสองขา แล้วที่เหลือเก็บปลายทาง แบบนี้ถ้าเขาไม่รับอีก คุณเสมอตัว ไม่ขาดทุน
ปุ๊กใช้วิธีนี้กับเบอร์ที่เคยตีกลับ 14 เบอร์ในสามเดือน กลับมาสั่งซ้ำ 5 เบอร์ ยอมโอนก่อนทั้งห้าคน ไม่มีใครหายอีก
ถ้าคุณอ่านบทความนี้แล้วจำได้อย่างเดียว ให้จำหัวข้อนี้
เงินปลายทางไม่ได้เข้ามาทีละกล่อง มันเข้ามาเป็นก้อนเดียว ก้อนนั้นรวมพัสดุหลายสิบกล่องที่คุณส่งคนละวัน หักค่าบริการไปแล้ว และไม่ได้เรียงตามลำดับที่คุณส่ง ถ้าวันแพ็กคุณไม่ได้เขียนเลขพัสดุคู่กับยอดของกล่องนั้นเอาไว้ พอเงินเข้ามา 18,340 บาท คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่ากล่องไหนยังไม่ได้เงิน
และคุณจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าขาดไป เพราะ 18,340 บาทมันดูเยอะ มันดูเหมือนเงินเข้าปกติ
ปุ๊กเจอเรื่องนี้เดือนที่สาม เธอเทียบยอดขายในสมุดกับเงินที่เข้าบัญชีทั้งเดือนแล้วขาดไปประมาณ 1,200 บาท ใช้เวลาสองคืนไล่ย้อนหลัง ผลคือกล่องสี่กล่องที่ขนส่งปิดสถานะว่าส่งสำเร็จแต่เงินไม่เคยเข้า เธอทวงได้สามกล่อง อีกกล่องเลยกำหนดเวลาที่ยื่นเรื่องได้แล้ว
ตารางที่แก้เรื่องนี้ใช้เจ็ดคอลัมน์ ไม่ต้องมากกว่านี้ กรอกตอนแพ็ก ไม่ใช่ตอนสิ้นเดือน
| วันที่แพ็ก | เลขพัสดุ | ชื่อลูกค้า | ยอดที่ต้องเก็บ | ขนส่ง | วันที่เงินเข้า | สถานะ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 12 มิ.ย. | TH03xxxx1187 | คุณเอ | 259 | เจ้า A | 18 มิ.ย. | ได้เงินแล้ว |
| 12 มิ.ย. | TH03xxxx1188 | คุณบี | 518 | เจ้า A | รอ | |
| 13 มิ.ย. | TH03xxxx1204 | คุณซี | 259 | เจ้า B | ตีกลับ |
คอลัมน์ที่คนมักตัดทิ้งคือ "ขนส่ง" และมันคือคอลัมน์ที่ทำให้ตามเรื่องได้ เพราะถ้าคุณใช้สองเจ้าและเงินเข้ามาสองก้อน คุณต้องรู้ว่าก้อนไหนควรครอบคลุมกล่องไหน
วิธีทำงานที่ใช้เวลาน้อยที่สุดคือ พอเงินเข้าแต่ละรอบ ให้เปิดรายงานของขนส่ง เทียบทีละบรรทัด แล้วเติมวันที่ลงคอลัมน์ที่หก บรรทัดไหนที่ค้างว่างเกินสองรอบโอนโดยที่สถานะเป็นส่งสำเร็จ นั่นคือบรรทัดที่ต้องยื่นเรื่อง อย่ารอถึงสิ้นเดือน เพราะกำหนดเวลายื่นเรื่องของแต่ละเจ้าไม่เท่ากัน และมันเดินอยู่ตลอด
แม่ค้าหลายคนส่งเองในเขตเมือง ประหยัดค่าส่ง ได้เจอลูกค้า และได้เงินสดทันที ข้อเสียคือเรื่องเงินสดกลายเป็นงานของคุณเต็ม ๆ
เตรียมเงินทอนก่อนออกจากบ้าน ยอด 259 บาทแล้วลูกค้ายื่นแบงก์พัน คุณต้องมีทอน 741 บาท ถ้าคุณส่งหกจุดแล้วเจอแบงก์พันสามใบ คุณต้องมีเงินทอนติดตัวเป็นพัน แบงก์ยี่สิบกับห้าสิบสำคัญกว่าแบงก์ร้อย
นับเงินต่อหน้าลูกค้าก่อนยื่นของ ไม่ใช่หลังจากนั้น ลำดับนี้สำคัญ พอของอยู่ในมือลูกค้าแล้ว การนับเงินใหม่กลายเป็นเรื่องน่าอึดอัดสำหรับทั้งสองฝ่าย
ทำบิลง่าย ๆ แล้วถ่ายรูปไว้ กระดาษใบเล็กก็พอ วันที่ ของ ยอด แล้วถ่ายรูปเก็บ ลูกค้าที่กลับมาบอกว่าจ่ายไม่ครบ จบได้ด้วยรูปเดียว
เตรียมคำตอบสำหรับการต่อรองหน้าบ้าน เรื่องนี้เกิดบ่อยกว่าที่คนยอมรับ ของอยู่ในมือแล้ว ลูกค้าบอก "ลด 20 ได้ไหมพี่" คุณยืนอยู่หน้าบ้านเขาพร้อมของที่เอามาส่ง แรงกดดันอยู่ที่คุณทั้งหมด ทางออกคือตอบให้เหมือนกันทุกครั้ง เช่น "ราคานี้รวมค่าส่งมาแล้วค่ะ แต่รอบหน้าถ้าเอาสองชุดจะจัดให้พิเศษนะคะ" ปฏิเสธ แล้วให้ทางไปต่อในประโยคเดียวกัน
อย่านัดรับเงินก้อนใหญ่ในที่เปลี่ยว นัดหน้าร้านสะดวกซื้อหรือหน้าปากซอยที่มีคน โดยเฉพาะรอบกลางคืน
| สถานการณ์ | ปลายทาง | โอนก่อน |
|---|---|---|
| ลูกค้าใหม่ ของไม่เกินสองสามร้อย | ให้ | ให้ |
| ลูกค้าประจำที่ซื้อซ้ำแล้ว | ให้ | ส่วนใหญ่เลือกเอง |
| ของสั่งทำ สกรีนชื่อ ตัดตามไซซ์ | ไม่ให้ | มัดจำอย่างน้อยเท่าต้นทุน |
| ของสด ของกิน ของแช่เย็น | ไม่ให้ | ให้ |
| ยอดเกินเกณฑ์ที่คุณรับไหว | มัดจำก่อน แล้วเก็บที่เหลือปลายทาง | ให้ |
| เบอร์ที่เคยตีกลับ | ไม่ให้ | ให้ |
| ปลายทางเป็นเกาะหรืออำเภอห่างไกล | คิดค่าส่งสองขาก่อนตัดสินใจ | ให้ |
| ออเดอร์จากไลฟ์ที่ยังไม่ได้คุยในไลน์ | รอยืนยันก่อน | ให้ |
แถวสุดท้ายคือแถวที่คนข้ามบ่อยที่สุด คอมเมนต์ในไลฟ์ไม่ใช่ออเดอร์ มันคือความสนใจ ออเดอร์เกิดตอนที่ลูกค้าตอบยืนยันในไลน์ว่าเอาจริง
Sailo คือหน้าร้านที่อยู่ปลายลิงก์เดียว หน้าตาแบบ sailo.store/ชื่อคุณ ใช้ได้ตั้งแต่วันที่สมัคร คุณเอาของขึ้น ใส่ราคา ใส่ตัวเลือก แล้วเปิดช่องทางเก็บเงินปลายทางไว้ให้ลูกค้าเลือก
ช่องเก็บเงินปลายทางของ Sailo คือช่องหมายเหตุการจัดส่งแบบพิมพ์เอง
นั่นคือทั้งหมดของมัน มันไม่เก็บเงินให้คุณ ไม่คุยกับ Kerry ไม่คุยกับ Flash ไม่คุยกับ J&T ไม่คุยกับไปรษณีย์ไทย ไม่รู้ว่ากล่องไหนส่งสำเร็จ ไม่รู้ว่าเงินก้อนไหนเข้ามาแล้ว และบอกคุณไม่ได้ว่าออเดอร์ไหนได้เงินหรือยัง งานกระทบยอดในหัวข้อข้างบนเป็นงานของคุณทั้งหมด ต่อให้คุณใช้ Sailo หรือไม่ใช้ก็ตาม
สิ่งที่มันช่วยคือส่วนหน้า ลูกค้าเห็นราคาเอง เลือกรุ่นเอง กรอกที่อยู่ในช่องที่บังคับให้กรอกครบ แล้วออเดอร์มาถึงคุณเป็นก้อนเดียวพร้อมชื่อ เบอร์ ที่อยู่ ตัวเลือก และยอดรวมที่ระบบคูณให้แล้ว แค่นั้นก็ตัดคำถามกลับไปกลับมาสามรอบต่อออเดอร์ออกไปได้
ออเดอร์ที่มาทางเก็บเงินปลายทาง Sailo ไม่เก็บค่าธรรมเนียมอะไรเลย เพราะไม่ได้แตะเงินก้อนนั้นตั้งแต่แรก เงินสดอยู่กับคนส่ง แล้วขนส่งโอนเข้าบัญชีคุณตรง เหมือนกันกับออเดอร์ที่มาทางโอน ทางแชท ทางอีเมล และทางโทรศัพท์ ที่เดียวที่ Sailo มีค่าธรรมเนียมคือช่องทางบัตร ซึ่งคิด 1–3% ของค่าสินค้าหลังหักส่วนลด ไม่รวมค่าส่งและภาษี
ช่องทางที่ Sailo มีจริงมีแปดแบบ คือบัตร WhatsApp Telegram Instagram อีเมล โทรศัพท์ โอนเงินธนาคาร และเก็บเงินปลายทาง รายชื่อนั้นคือรายชื่อทั้งหมด ไม่มีไลน์ ไม่มีพร้อมเพย์ ไม่มีทรูมันนี่ ถ้าคุณปิดการขายในไลน์เป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนขายของในไทย คุณจะใช้ช่องทางโทรศัพท์ให้ลูกค้าเห็นเบอร์ หรือเขียนไอดีไลน์ลงในช่องคำแนะนำของช่องทางโอนเงิน แล้วคุยกับลูกค้าเองในไลน์ ภาพรวมของการวางร้านแบบไม่มีเว็บไซต์อยู่ในคู่มือขายของออนไลน์ในไทยโดยไม่ต้องมีเว็บไซต์
แผนฟรีอยู่ที่ 0 ดอลลาร์ ลงสินค้าได้ 10 ชิ้น ดูสถิติย้อนหลัง 7 วัน ใช้ช่องทางแชทและช่องทางจ่ายเงินแบบแมนนวลได้ทั้งหมด รวมถึงเก็บเงินปลายทาง แผน Pro อยู่ที่ 19 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 180 ดอลลาร์ต่อปี ได้ 100 สินค้า สถิติหนึ่งปี ไม่มีตรา Sailo และส่งออกเป็น CSV ได้ ซึ่งช่วยเรื่องกระทบยอดพอสมควรถ้าคุณทำในสเปรดชีต แผน Business อยู่ที่ 49 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 468 ดอลลาร์ต่อปี ได้สินค้าไม่จำกัด สถิติสามปี คูปอง ระบบแนะนำต่อ และปุ่มบัตร
เรื่องปุ่มบัตรต้องพูดตรง ๆ ปุ่มบัตรของ Sailo วิ่งบน Stripe อย่างเดียว เราเปิดดูรายชื่อประเทศที่ Stripe รองรับที่ stripe.com/global เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2026 ประเทศไทยไม่อยู่ในรายชื่อที่เราตรวจสอบ แปลว่าปุ่มบัตรอาจเปิดใช้ไม่ได้ ต่อให้จ่ายค่าแผน Business แล้วก็ตาม รายชื่อนั้นเปลี่ยนได้ ก่อนจะจ่ายรายปี 468 ดอลลาร์เพราะอยากได้ปุ่มบัตร ให้เปิด stripe.com/global เช็คเอง แล้วลองเปิดบัญชี Stripe ดูก่อนจ่าย
สำหรับคนขายในไทยตอนนี้ แปลว่าเงินเข้าคุณทางปลายทางกับทางโอนเป็นหลัก ซึ่งเป็นสองทางที่ลูกค้าไทยใช้อยู่แล้ว ไม่ได้แย่เลย แต่มันแปลว่าคุณคือคนที่ต้องยืนยันทุกบาทที่เข้ามา ไม่มีระบบไหนทำแทน
รีวิวสินค้ามีในทุกแผน ลูกค้าใส่ชื่อ ให้ดาว 1 ถึง 5 และเขียนข้อความได้ แต่ไม่มีอะไรขึ้นหน้าร้านจนกว่าคุณจะกดอนุมัติ สำหรับร้านที่ให้ปลายทางเยอะ รีวิวคือสิ่งที่ค่อย ๆ ย้ายลูกค้าจากปลายทางไปเป็นโอนก่อน ซึ่งทำให้เงินที่คุณต้องหมุนลดลงทุกเดือน
เปิดสเปรดชีตใหม่หนึ่งไฟล์ ใส่เจ็ดคอลัมน์ตามตารางข้างบน แล้วพรุ่งนี้ตอนแพ็ก ให้กรอกทุกกล่องก่อนปิดเทป ไม่ใช่หลังจากนั้น
จากนั้นเปิดรายการที่ขนส่งโอนเข้ามารอบล่าสุด แล้วไล่เทียบย้อนหลังกับออเดอร์ในเดือนที่ผ่านมา ถ้าคุณยังไม่เคยทำ คืนนี้คุณจะเจอกล่องที่ส่งสำเร็จแล้วแต่เงินไม่เคยเข้า อย่างน้อยหนึ่งกล่อง
เจอแล้วให้ยื่นเรื่องกับขนส่งภายในวันนั้นเลย อย่ารอสิ้นเดือน
เขียนโดย
Sailo team
ลิงก์เดียว ร้านทั้งร้านของคุณ
อีเมลฉบับเดียวเรื่องการตั้งราคา ภาพถ่าย การจัดส่ง และการรับเงิน ไม่มีโฆษณา ไม่มีน้ำ
Sailo แค่เพิ่มประตูหน้าร้านให้ — เพื่อให้คนดูสินค้า เปรียบเทียบ และเห็นราคาได้ก่อนจะทักหาคุณ
รับลิงก์ของคุณฟรีในช่วงเบต้า · ไม่ต้องใช้บัตร